Françoise Sagan เป็นนามปากกาของ Françoise Quoirez ซึ่งคำว่า ‘Sagan’ มาจากชื่อตัวละครในนิยายของนักเขียนชื่อ Marcel Proust ซากองเป็นนักเขียนสาวชาวฝรั่งเศส ที่ใช้ชีวิตเหมือนรถแข่ง โฉบเฉี่ยวบนสนามด้วยความสวยงาม และจบการแข่งขันในเวลาที่ไม่นานนัก UNLOCKMEN ขอพาทุกคนไปรู้จักกับชีวิตที่น่าสนใจของเธอกัน หนังสือเล่มแรก Bonjour Tristesse (Hello Sadness) ‘ฟรองซัวส์ ซากอง’ เกิดในปี 1953 เป็นน้องคนเล็กสุดของครอบครัวที่มีลูก 3 คน ซึ่งเติบโตในหมู่บ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสชื่อว่า Cajarc ทัศนียภาพของที่นี่ล้อมด้วยเนินเขาเตี้ย ๆ และติดริมแม่น้ำสวยงาม เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซากองย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีส พร้อมเข้าเรียนสาขาวรรณกรรมที่ Sorbonne Université และเริ่มใช้ชีวิตสุนทรีย์แบบสาวปาร์ตี้ในเมืองหลวง ตอนอายุ 18 ซากองใช้เวลา 7 อาทิตย์เขียนหนังสือชื่อ Bonjour Tristesse (Hello Sadness) จนเสร็จเรียบร้อย วางปากกา ปล่อยมือ ส่งเข้าโรงพิมพ์ และปล่อยให้มันทำหน้าที่สร้างชื่อเสียงให้เธอโด่งดังไปทั่ว ปักหมุดชื่อ Françoise
ปี 2022 นี้ นอกจากรันเวย์ของเจ้าชายแห่งความมืด Rick Owens ที่ว่าพีคแล้ว พอเจอกับคอลเล็กชั่นล่าสุด AUTUMN-WINTER 2022/23 ของ Vivienne Westwood ราชินีพังก์ (Queen Of Punk) เข้าไป ก็เรียกว่าสุดไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะจับ Courtney Love มาเป็นแบบ วิเวียนยังใช้ช่างภาพชื่อกระฉ่อน Juergen Teller มาถ่ายภาพเหล่านางแบบ/นายแบบในครั้งนี้ด้วย คอนเซ็ปต์ไอเดียของคอลเล็กชั่น AUTUMN-WINTER 2022/23 เกิดขึ้นจากการที่วิเวียนกับสามีของเธอ Andreas Kronthaler ต้องการเฉลิมฉลองให้กับพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์รอบ ๆ สตูดิโอของทั้งคู่ที่ Battersea ใน London ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปมากตลอดระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่พวกเขามาอยู่ มันรายล้อมไปด้วยพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อย่าง Royal College of Art (RAC) ก็เพิ่งมาเปิดวิทยาเขตใหม่ใกล้ ๆ กับสตูดิโอเลย และสำหรับทั้งคู่แล้วสตูดิโอนี้เปรียบเสมือนบ้าน
The Bulgari Octo Finissimo Ultra เพิ่งจะบันทึกว่าตัวเองเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดในโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง แต่แล้วก็ต้องฝันสลาย เมื่อแชมป์ใหม่เขาจัดการทุบสถิติแล้วในเดือนกรกฎาคม ด้วยการจับมือระหว่าง Richard Mille กับ Ferrari เกิดเป็น The RM UP-01 Ferrari นาฬิกาที่ถูกบันทึกว่าบางที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน ด้วยความหนาเพียง 1.75mm เท่านั้น! RM เป็นโปรเจ็กต์ที่ใช้เวลาพัฒนาหลายปี และใช้เวลาไปกว่า 6,000 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะร่วมมือกับ Ferrari แล้ว ก็เป็นการทำงานร่วมกับ Piguet Renaud & Papi เหมือนเดิม ส่วนเคล็ดลับความบางของ RM นั้น เริ่มต้นตั้งแต่วิธีการที่เขาเลือกเอากลไกทั้งหมดใส่ไว้ในตัวเครื่อง แทนการเพิ่มฝาหลังเป็น 2 ชั้นแบบที่นาฬิกาปกติทั่วไปเลือกทำกัน ในงานออกแบบ RM ถูกดีไซน์ในความบางระดับแบบชิ้นโครงกระดูก (Skeletonized) และเหมือนเดิม แม้ว่าจะบางแค่ไหนก็ไม่อาจหยุดยั้งปณิธานของการเป็นหนึ่งในนาฬิกายี่ห้อที่ทนทานที่สุดในโลกของ Richard Mille ได้ เพราะเขาออกแบบตามมาตรฐานความทนทานระดับรถแข่งเหมือนเดิม
รถไฟฟ้าคันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับกระแสการ์ตูน Lightyear ของ Pixar ที่เข้าฉายอยู่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่โลกร้อน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และน้ำมันแพงเป็นประวัติการณ์ในตอนนี้ ตรงที่จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันด้วยการเป็นรถคันแรกที่สามารถชาร์จพลังแสงอาทิตย์เข้าไป แล้ววิ่งยาว ๆ 7 เดือนโดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าเลย แถมวัสดุของรถก็ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย! เมื่อปี 2017 บริษัท Lightyear เคยปล่อยภาพแรกของตัวร่างต้นแบบ Lightyear 0 มาให้เราดู ในช่วงระยะเวลา 6 ปีที่หายไปนั้น เขาทั้งทดสอบระบบ ออกแบบรถซ้ำ ๆ อย่างหนัก จนมีเสปก ฟังก์ชั่น และตัว Final หน้าตาจริง ๆ พร้อมให้โลกได้ดูกันแล้วในวันนี้ จะมีอะไรบ้างไปดูกัน วิธีเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ของ Lightyear 0 นวัตกรรมสุดล้ำที่เป็นหัวใจหลักในการประหยัดพลังงานของรถคันนี้ คือ ‘แผงโซลาเซลล์คู่ขนาด 5 ตารางเมตร’ ไว้ใช้กักพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งในวันที่แดดออกแรงนั้น ไม่ว่ารถจะจอดนิ่ง ๆ หรือว่าวิ่งขับอยู่ พลังงานของแสงอาทิตย์ก็จะช่วยให้ตัว Lightyear 0 ประจุพลังงานเอาไว้ขับได้ไกลอีกถึง
ถ้าจะให้พูดถึงแรปเปอร์ชื่อ Kendrick Lamar สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามหรือชื่นชอบดนตรี Hip-Hop เป็นพิเศษ เขาคือศิลปินที่มีรางวัลการันตีตั้งแต่ปี 2015-2022 มากถึง 161 รางวัล! กวาดมาแล้วทุกสาขาในสายดนตรีของตัวเอง ที่เจ๋งมากคือเขาเคยเข้าชิง Grammy ในปีเดียว 11 สาขา จนเกือบทำลายสถิติอัลบั้มเข้าชิงสูงสุดตลอดกาลปี 1982 ของ Michael Jackson มาแล้ว นอกจาก AKA. ที่ทั่วโลกรู้จักกันดี เคนดริกยังถูกเรียกด้วยอีกหลายชื่อซึ่งล้วนมีเพื่อการันตีความเก่งของเขา ทั้ง ‘นักกวี’, ‘อัจฉริยะในรุ่นเดียวกัน’ แต่สำหรับผู้เขียนที่เป็นแฟนคลับติดตามผลงานเคนดริกมาหลายปี จะขอเรียกด้วยชื่อที่ตั้งเองว่า ‘อัจฉริยะผู้อุตสาหะ’ สิ่งนี้รู้สึกได้เลยจากผลงานพาร์ทดนตรีอันน่าทึ่ง เต็มไปด้วยจินตนาการ และ Another Level ศิลปินคนอื่นมากๆ ทั้งการใช้ดนตรีแนวอื่นอย่าง Fast Swing Jazz หรือ Old Funnky ทำบีทฮิปฮอปได้อย่างลงตัว (รีเสิร์ชอย่างหนักหน่วงแน่นอน) ในขณะที่บีทเพลงแบบฮิปฮอปจ๋าๆ ก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนตลอดเวลา หลังจากที่หายไป 5 ปี วันนี้เคนดริกกลับมาแล้ว กับอัลบั้มใหม่ชื่อยาว
คงไม่มีใครคิดว่าวันนึงเราจะได้เห็นการจับมือของ 2 แบรนด์อิตาลีชื่อดังระดับโลกที่ไลน์ผลิตสินค้าไม่ได้ใกล้เคียงกันสักนิดอย่าง Fiat กับ Smeg เกิดขึ้น สำหรับคนที่กังวลว่างานนี้จะสวยแต่รูปจูบไม่หอมรึเปล่าก็อุ่นใจได้เลย เพราะแบรนด์ทั้งสองเขาใช้แนวคิดในการทำงานร่วมกันครั้งนี้ว่า “เพราะตู้เย็นไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้า และฝากระโปรงหน้ารถเองก็ไม่ใช่แค่ชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนตร์” SMEG 500 ตู้เย็นไซส์มินิ ออกแบบโดยจำลองหน้ารถของรุ่น Fiat 500 ทั้งไฟตากลม โลโก้สีแดงมาครบ ส่วนชื่อรุ่นของตู้เย็นถูกทำเป็นทะเบียนรถติดอยู่ที่ตรงกันชนหน้า (ตัว E ที่เป็นธงชาติของประเทศอิตาลีสวยมาก) วิธีเปิดตู้เย็นของเครื่องนี้รับรองความไม่เหมือนใคร เพราะเขาใช้วิธีเดียวกับการเปิดฝากระโปรงหน้ารถเลย แล้วพอเปิดขึ้นมาก็จะเจอค่าแสดงความเย็น และปุ่มสวิตซ์ในการปรับค่าตู้เย็นออกแบบเป็นคอนโซลของรถยนตร์ทั้งหมด! สำหรับความจุในการใส่ของจะอยู่ที่ 100 ลิตร จะเป็นที่วางเครื่องดื่มทั้งหมด อ๊ะเกือบลืมบอกไป ตู้เย็นคันนี้เขามีสีให้เลือกถึง 5 สีเลยนะ มีสีขาว แดง เขียว น้ำเงิน และเหลือง จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ SMEG 500 เกิดจากความสนใจของ Fiat ต่อโลกของงานออกแบบที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานพาหนะยานยนตร์ แต่อยากจะลองทำสินค้าอื่นอยู่เสมอ และอย่างที่รู้กันดี สำหรับ Smeg มันก็ต้องไม่ใช่แค่งานออกแบบที่สวยงามเท่านั้น การใช้งานจริงก็ต้องเป็นไปได้ ทำให้แบรนด์เครื่องครัวในฝันของทุกคนกลายเป็นแบรนด์ในอุดมคติที่จะบรรลุโปรเจ็กต์นี้ให้ Fiat ได้
แบรนด์ไฮเอนด์ขวัญใจสายทำเพลง และคนรักการฟังเพลง ปล่อยหูฟังเอียบัดตัวใหม่มาให้เสียเงินอีกแล้ว สำหรับรุ่นที่ 3 ของตระกูล MOMENTUM Product ตัวนี้ที่ทุกคนรอคอยอย่าง MOMENTUM True Wireless 3 นอกจากฟังก์ชั่นที่อัพเกรด + การใส่ฟีเจอร์ใหม่ ๆ แล้ว ที่น่าสนใจคือการที่งานออกแบบของรุ่นนี้ชนะรางวัล Reddot Design Award ปี 2022 สาขา Product Design ด้วย ขอชมแบบไว ๆ สั้น ๆ ก่อน สิ่งที่รุ่นที่ 3 ต่างจากรุ่นหน้านี้อย่างเห็นได้ชัดเลย คือการที่เซนไฮเซอร์ทอนความเป็นโลหะของตัวหูฟังออก แล้วออกแบบให้ทั้งชิ้นกลมกลืนกันเป็นเหมือนก้อนเดียว (อย่างรุ่น 1 กับ 2 จะคล้ายกันแต่ 3 คือต่างค่อนข้างเยอะ) เรียกว่ามีข้อต่อของสีที่น้อยมาก แต่สิ่งนี้ใช่เหตุผลที่ทาง Reddot ตัดสินใจมอบรางวัลให้รึเปล่า หรือเป็นเหตุผลอื่น? อ่านสิ่งที่คณะกรรมการของที่นี่กล่าวชม MOMENTUM True Wireless 3
“การมีอยู่ของลานสเก็ตบอร์ดจำเป็นแค่ไหน?” หากวัดจากความนิยมของกีฬาชนิดนี้ จากการที่เพิ่งจะเคยถูกบรรจุเข้าเป็นกีฬาแข่งขันใน Olympics ปี 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก เพราะหากเราลองชั่งน้ำหนักที่ว่า ‘สเก็ตบอร์ด’ เป็นวัฒนธรรมที่มีสำคัญต่อโลกมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านแฟชั่น ภาพยนตร์ จนไปถึงการเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพของสังคมที่ดี ที่มีพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้ใช้ทำกิจกรรมร่วมกันด้วยแล้ว เหตุผลที่จำเป็นว่าการมีอยู่ของลานสเก็ตบอร์ดนั้นจำเป็นก็ยิ่งมีอีกมากมายเต็มไปหมด UNLOCKMEN ขอชวนทุกคนไปรู้จักกับ Dreamland Skateparks บริษัทรับจ้างทำลานสเก็ตบอร์ด ที่เชื่อว่าการมีลานสเก็ตบอร์ดที่ดีให้ไถ มีค่าเท่ากับสังคมที่ดีด้วยเหมือนกัน Dreamland Skateparks คือใคร? ถ้าคุณกำลังมองหาบริษัทที่ขายงาน (เก่ง) ด้วยแพชชั่นแบบน่าจะเรียกว่า 100% ได้เต็มปาก อยากให้อ่านส่วนหนึ่งของ Info แนะนำบริษัทในเว็บไซต์ของ Dreamland Skateparks ที่อธิบายตัวเองเอาไว้อย่างนี้ “พวกเราคือทีมซึ่งประกอบด้วยพนักงานที่เป็นนักสเก็ตบอร์ดมากความสามารถ, สถาปนิก และช่างคอนกรีต เราเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าภูมิใจของโอเรกอน และเราสนับสนุนรัฐของเราอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขาช่วยผลักดันสิ่งที่เราทำมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมเล็ก ๆ ของพวกเราดำเนินงานแบบครอบครัว ช่วยลูกค้าประหยัดงบประมาณจากราคาที่ตั้งเอาไว้ได้ตลอด ไทมไลน์งานอยู่ในตารางเวลาเสมอ และเราสร้างลานสเก็ตด้วยมุมมองของคนที่เล่นเสก็ตจริง เราทำลานสเก็ตบอร์ดที่ตัวเองก็อยากกลับมาเล่นอีกครั้งด้วย ลองถามตัวเองดูครับ ว่าคุณเคยเห็นเจ้าของบริษัทลงมาทำงานขุดเจาะดูแลทุกขั้นตอนกับลูกน้องด้วยตัวเองบ่อยแค่ไหน แต่ที่นี่มาร์คเจ้าของบริษัทจะมาหน้างานตลอดจนจบ” ความรักบ้านเกิดมาเต็ม ที่มากกว่านั้นคือการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชน
ไม่บ่อยนักที่บ้านเราจะมีศิลปินเขียนนิยายภาพหรือ ‘กราฟิกโนเวล’ (Graphic Novel) ให้ได้อ่านกัน และที่ยิ่งน่าสนใจยิ่งกว่านั้น กราฟิกโนเวลเรื่องนี้วาดโดย ‘สะอาด’ จะเรียกว่าเป็นปีไฮป์ของนักเขียนการ์ตูนคนนี้เลยก็ว่าได้ หลังจาก ‘ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต’ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน คราวนี้เขากลับมากับการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์การเมืองการปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน 2475 แต่ครั้งนี้สะอาดไม่ได้มาคนเดียว การ์ตูนเรื่องนี้เป็นโปรเจ็กต์ร่วมกันกับ พชรกฤษณ์ โตอิ้ม และ สมาคมคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม (SYSI) ซึ่งพวกเขาใช้เวลาพัฒนาถึง 2 ปี! เป็นการเล่าประวัติศาสตร์โดยมีฐานข้อมูลรองรับอย่างหนาแน่น อิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็แต่งประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เพื่อความสนุกในรูปแบบของการ์ตูนไปด้วย แค่ได้เห็นงานภาพตัวอย่างก็อยากอ่านแล้ว งานภาพขาว-ดำของสะอาดในเรื่องนี้เต็มไปด้วยมิติ และความซีเรียสมากกว่าเรื่องอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเลย ซึ่งสะอาดบอกว่าแรงบันดาลใจในงานภาพมาจากหนังฟิล์มนัวร์ (Film Noir) + นิยายผีคลาสสิกของ เหม เวชกร (เขียนไปอยากอ่านไป) ในส่วนของเนื้อเรื่องเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เรื่องย่อ: ณ สยามประเทศ ภัยทุกข์ยากหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกัดกินความหวังในหัวใจผู้คนอย่างร้าวลึกและรุนแรง พระนครเต็มไปด้วยความหวาดระแวงต่ออาชญากรรมที่พร้อมเกิดขึ้นทุกวินาที ‘นิภา’ นักหนังสือพิมพ์สาว ได้รับแจ้งหนังสือข่าวลับจากทางการว่า นักกฎหมายรุ่นใหม่จากปารีส ผู้สอนวิชากฎหมายบ้านเมืองสุดโต่ง อาจเสี่ยงเป็นภัยต่อบ้านเมือง ด้วยการเกี่ยวพันกับขบวนการคอมมิวนิสต์เพื่อโค่นล้มราชบัลลังก์สยาม
อาจจะดูช้าไปสักนิด แต่เกมที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยในตอนนี้คือ The Quarry สำหรับแฟนคลับหนังระทึกขวัญแนว ‘ฆาตกร 1 คน vs. กลุ่มวัยรุ่น’ นี่คือเกมของคุณครับ เพราะเกมนี้เขาสร้างองค์ประกอบต่างๆ แบบบูชาหนังไล่เชือด 80s เลย ทั้งรูปแบบตัวละครเด็กเนิร์ด, สาวพรหมจรรย์, นักกีฬาซื่อบื้อ มาพร้อมกับพื้นหลังที่ถูกจัดขึ้นในค่ายกลางป่า ติดริมทะเลสาป / The Quarry เล่าเรื่องของกลุ่มวัยรุ่น 9 คน ที่ใช้เวลาปิดเทอมฤดูร้อนก่อนจะเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย เป็นอาสาสมัครพี่เลี้ยงเด็กของค่ายที่ชื่อว่า Hackett’s Quarry แต่ในคืนก่อนกลับบ้านพวกเขากลับต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่มีวันลืม … The Quarry เป็นเกมที่มีฉากจบมากถึง 186 แบบ! ด้วยระบบเกมส์แบบเลือกเส้นทาง (Interactive) คำถาม-คำตอบที่ผู้เล่นเลือกจะมีผลต่อเส้นเรื่องและตัวละครเสมอ ซึ่งนับว่าผู้สร้างฉลาดมากที่เลือกระบบนี้กับเกมส์ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังแนวเล่นกับจริยธรรมของคนดูตั้งแต่เปิดเรื่อง เพราะวัฒนธรรมการดูหนังไล่เชือดจะบังคับให้เราเป็นนักสืบ และเดา+คิดว่าใครจะอยู่ใครจะไปเสมอ แต่ใน The Quarry จิรยธรรมนี้คุณต้องเป็นคนกำหนดเอาเองล่ะ ว่าจะรักษาขนบ Final Girl แบบคลาสสิกเอาไว้มั้ย? สำหรับคนที่เล่นหรือดูแคสเกม The Quarry จบแล้วยังอารมณ์ค้าง